พาณิชย์โชว์ตัวเลขส่งออกกรกฎาคมเติบโตกว่าเป้าหมาย 4 เท่าบวก 20.27%
มูลค่าการส่งออก 7 เดือนแรกของไทยเติบโตเกินเป้าหมาย สินค้ายางพาราคาขยายตัวสูงสุดถึง 121% คาดเป็นเพราะเศรษฐกิจประเทศผู้นำเข้าฟื้นตัว
ไทยได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐ และ จีน ทำให้มูลค่าการส่งออกเดือนกันยายนยังคงเติบโตมากกว่า 20% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ยางพาราเป็นพระเอก นำเติบโตสูงสุดเกิน 120% ขณะที่สินค้าเกษตรประเภท ผัก ผลไม้สด ผลไม้แช่เย็นและแช่แข็ง บรรจุกระป๋องขยายตัวเกิน 80% ส่วนการระบาดของโควิดอาจจะมีผลกระทบในเดือนสิงหาคมกับกันยายน เพราะปลายเดือนกรกฎาคมเพราะเริ่มเข้าสู่สถานการณ์ล็อกดาวน์ทำให้โรงงานที่ผลิตเพื่อการส่งออกบางแห่งต้องปิดตัวลง ไม่สามารถผลิตได้ต่อเนื่อง
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวภาวะการค้าระหว่างประเทศประจำเดือนกรกฎาคม 2564 พบว่า ตัวเลขที่เป็นทางการของการส่งออกเดือนกรกฎาคมยังขยายตัวเป็นตัวเลขสองหลักโดยเป็น +20.27% ถ้าไม่รวมยุทธปัจจัยทองคำ และน้ำมัน จะเป็น +25.38% โดยมูลค่าการค้ารวมคิดเป็น 708,651.66 ล้านบาท ตัวเลขการส่งออกรวม 7 เดือน +16.20% มูลค่า 4,726,197.35 ล้านบาท ในภาพรวมมีการขยายตัวต่อเนื่องทั้ง 3 ส่วนแก่ สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม และ ตลาดสำคัญของไทย
ทั้ง 3 ส่วนยังขยายตัวต่อเนื่อง สำหรับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรในภาพรวมเป็นบวก 8 เดือนต่อเนื่อง เดือนกรกฎาคม +24.3% สำหรับสินค้าที่ขยายตัวเป็นอย่างดีประกอบด้วย
1.ผัก ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป ขยายตัว 80.2% ถือว่าเป็นการขยายตัว 4 เดือนต่อเนื่องและยังขยายตัวดีในตลาดสำคัญ เกือบทุกตลาด เช่น จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเซียและเนเธอร์แลนด์ เป็น +37.1%
2.ยางพาราเดือนกรกฎาคม ขยายตัว 121.2% เป็นการขยายตัว 10 เดือนต่อเนื่อง
3.ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เป็น +62% ขยายตัว 9 เดือนต่อเนื่องในตลาดสำคัญ เช่น จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ไต้หวัน สหรัฐฯ ในช่วง 7 เดือนขยายตัว 48.1%
4.อาหารสัตว์เลี้ยงขยายตัว 23 เดือนต่อเนื่องเดือน กรกฎาคม +17.3%
5.ไขมันและน้ำมัน จากพืชและสัตว์ กรกฎาคม +51.7% ขยายตัว 14 เดือนต่อเนื่อง
6.ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ ขยายตัว 3 เดือนต่อเนื่อง กรกฎาคม +8.4%
สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวในภาพรวม 5 เดือนต่อเนื่อง กรกฎาคม +18% ทำรายได้เป็นมูลค่า 561,879.61 ล้านบาท โดยสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวได้ดี ตลาดสำคัญที่สุดและขยายตัวดีประกอบด้วย
1.สหรัฐ +22.2% บวก 14 เดือนต่อเนื่อง
2.จีน +41% บวก 8 เดือนต่อเนื่อง
3.ญี่ปุ่น +23.3% บวก 9 เดือนต่อเนื่อง
4.ตลาดอาเซียน +26.9 บวก 3 เดือนต่อเนื่อง
5.ยุโรป +20.9 บวก 6 เดือนต่อเนื่อง
6.อินเดียขยายตัวดีมากและเป็นอนาคตสำหรับตลาดส่งออกของไทย +75.3% บวก 6 เดือนต่อเนื่อง และตลาดใหม่ก็บวกเช่นตลาดลาตินอเมริกา +93.5% และสุดท้ายคือตลาดรัฐเซียและ CIS +53% บวก 4 เดือนต่อเนื่องเป็นตลาดใหม่ที่มีอนาคตของไทยเราแสดงให้เห็นว่าเราจะทำตัวเลขที่ดีขึ้นเป็นลำดับ
ปัจจัยที่เกื้อหนุนให้ตัวเลขกรกฎาคม ที่ยังสามารถรักษาตัวเลขเป็นบวกได้อยู่เพราะ
1.แผนการทำงานของ กรอ.พาณิชย์ ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนจับมือร่วมกันเดินหน้าอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
2.การฟื้นตัวของคู่ค้าสำคัญเช่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป รวมทั้งจีนยังฟื้นตัวได้ดี
3.ตัวเลข PMI หรือ Global Manufacturing ซึ่งเรียกว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของโลก มีตัวเลขที่เกินกว่า 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ตัวเลขเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 55.4 ทำให้โอกาสการซื้อขายกับสินค้ากับหลายประเทศในโลกเพิ่มขึ้น
4.เงินบาทเริ่มอ่อนค่าลงทำให้สามารถแข่งขันได้ดีขึ้นในตลาดโลก
5.ราคาน้ำมันดิบยังอยู่ในระดับสูง เมื่อน้ำมันดิบราคาสูงทำให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่องเช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ส่งออกได้ราคาดีขึ้นด้วยทำให้ตัวเลขเป็นบวกขึ้น
สำหรับการระบาดของโควิดอาจจะมีผลกระทบได้โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมกับกันยายนเป็นต้นไป และปลายกรกฎาคมเพราะเริ่มเข้าสู่สถานการณ์ล็อกดาวน์อาจมีผลต่อภาคการผลิต เช่น ผลไม้หรือโรงงานที่ผลิตเพื่อการส่งออกบางแห่งต้องปิดตัวลง ทำให้ไม่สามารถผลิตได้โดยต่อเนื่องอาจมีผลกระทบสำหรับการส่งออก รวมทั้งสถานการณ์โควิดในประเทศเพื่อนบ้านและบางประเทศที่เราต้องส่งออกเริ่มมีการติดขัดในช่วงการข้ามแดน
นายจุรินทร์ กล่าวว่า เป้าหมายการส่งออกปีนี้คือ +4% แต่ตอนนี้ +16.2% ถือว่าทำได้เกินเป้าหมาย
คกก.โรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบข้อเสนอเปิดประเทศ ภายใต้มาตรการควบคุมโรคแนวใหม่
"ศุภชัย" เผย 2 ปัจจัย ปี 64 ไทยจะฉีดวัคซีนได้ 100 ล้านโดส
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB